วันพฤหัสบดีที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2557

“ภาพพุทธประวัติ” ภาพที่ ๑ พระโคตมพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน



“ภาพพุทธประวัติ” พร้อมคำบรรยายประกอบภาพ ๓๕ ภาพ

ภาพที่ ๑ พระโคตมพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน

สิทธัตถะโคตม หรือ พระโคตมพุทธเจ้า หรือที่นิยมเรียกว่า พระพุทธเจ้า เป็นพระบรมศาสดาของพระพุทธศาสนา เป็นผู้สั่งสอนพระธรรมวินัยซึ่งต่อมาเรียกว่าพระพุทธศาสนา ในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทถือว่าการเรียกพระพุทธเจ้าโดยออกนามโคตรนั้นเป็นการไม่เคารพ เช่นเรียกว่า พระสมณโคดม เป็นต้น ทำให้ในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท มักเรียกพระพุทธองค์โดยใช้ศัพท์ว่า สตฺถา ที่แปลว่า พระศาสดา แทน ปัจจุบันชาวพุทธนิยมเรียก พระโคตมพุทธเจ้า ว่า พระพุทธเจ้า

เหตุที่ทำให้ต้องเรียกพระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบันโดยออกชื่อนามโคตร (ชื่อสกุล) นั้น เพราะว่าในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาถือว่าพระพุทธเจ้า หรือผู้รู้แจ้งโลกทั้งปวงเองนั้น เคยมีมาแล้วในอดีตนับประมาณไม่ได้ การเรียกโดยระบุนามโคตรของพระองค์ จึงเป็นการเจาะจงว่า หมายเฉพาะพระพุทธเจ้าพระองค์นี้ (พระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบันซึ่งกำเนิดในโคตมโคตร) เท่านั้น

โดยตามคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาทั้งฝ่ายเถรวาทและฝ่ายมหายาน นับถือตรงกันว่า พระโคตมพุทธเจ้า ทรงดำรงพระชนมชีพอยู่ระหว่าง ๘๐ ปีก่อนพุทธศักราช จนถึงเริ่มพุทธศักราชซึ่งเป็นวันปรินิพพาน ตรงกับ ๕๔๓ ปีก่อนคริสตกาลตามตำราไทยซึ่งอ้างอิงปฏิทินสุริยคติไทยและปฏิทินจันทรคติไทย และตรงกับ ๔๘๓ ปีก่อนคริสตกาลตามปฏิทินสากล

พระโคตมพุทธเจ้า เป็นพระราชโอรสผู้ทรงดำรงตำแหน่งแห่งศากยมกุฏราชกุมารของ พระเจ้าสุทโธทนะ และ พระนางสิริมหามายา แห่งศากยวงศ์โคตมโคตร อันเป็นราชสกุลวงศ์ที่ปกครองกรุงกบิลพัสดุ์มาแต่ช้านาน มีพระนามแต่แรกประสูติว่า สิทธัตถะ หรือ สิทธารถ (สิดทาด) เมื่อเสด็จออกผนวชและบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว พระองค์ได้รับการถวายพระนามต่างๆ อาทิ พระศากยมุนี, พระพุทธโคดม และพระโคตมพุทธเจ้า ทั้งนี้ ทรงออกพระนามพระองค์เองว่า “ตถาคต” แปลว่า พระผู้ไปแล้วอย่างนั้น คือทรงปฏิญาณว่าทรงพ้นจากทุกข์ทั้งปวงเข้าสู่สภาพเช่นนั้น อันได้แก่การดับทุกข์ กล่าวคือสภาวะแห่งอรหัตตผลแล้ว

ผู้วาดภาพประกอบ : กฤษณะ สุริยกานต์

ที่มา : ภาพและเนื้อหา จากสมุดภาพ ปฐมสมโพธิกถา วรรณคดีพระพุทธศานาพากไทย คัมภีร์แสดงเรื่องราวของพระพุทธเจ้า พระนิพนธ์ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระปรมานุชิตชิโนรส

.....................................................

วันพุธที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2557

[บทความ] จารึกพระเจ้าตากสิน ณ วัดอรุณราชวราราม



เมื่อครั้งที่อาตมาตัดสินใจจะบวชเป็นสามเณรีครั้งแรกเมื่อต้นปี ๒๕๕๖ นั้น วัดแรกที่อาตมาติดต่อมาก็คือ...วัตรทรงธรรมกัลยาณี... แต่ด้วยเหตุขัดข้องบางประการจึงทำให้อาตมาไม่สามารถเข้าร่วมการบวชได้ตามหมายกำหนดการของวัด เป็นเหตุให้ต้องชัดเชไปบวชสามเณรีและสิกขมานายังอารามภิกษุณีแห่งหนึ่งทางภาคเหนือ และท้ายที่สุดอาตมาก็มีเหตุจำเป็นที่ต้องกลับมาเข้าพิธีบวชใหม่อีกครั้งที่วัตรทรงธรรมกัลยาณี หากจะพิจารณาตามเหตุผลทางธรรมแล้วก็คงต้องบอกว่าเพราะอาตมาคงได้ทำบุญร่วมกันมากับหมู่คณะสงฆ์ของวัตรทรงธรรมมาก่อน ที่สำคัญทั้งพระภิกษุณี วรมัย กบิลสิงห์ หรือ หลวงย่า และ หลวงแม่ธัมมนันทา ภิกษุณี ล้วนเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อวัดปากน้ำมาก่อนด้วย...

วันที่อาตมาเดินทางเข้ามาที่วัตรทรงธรรมกัลยาณีนั้น อาตมามองเห็นศาลพระเจ้าตากสินตั้งอยู่ชิดรั้วด้านในสุดด้านซ้ายมือของ "โบสถ์" ซึ่งก็สงสัยว่าเกี่ยวข้องอะไรกับวัด ภายหลังจึงได้ทราบว่าหลวงย่าได้เขียนหนังสือเรื่อง "ใครฆ่าพระเจ้าตาก" และยังให้ความเคารพนับถือสมเด็จพระเจ้าตากสินเป็นอย่างมากด้วยที่พระองค์ทรงเสียสละความสุขส่วนตนเพื่อกอบกู้เอกราชของบ้านเมืองอย่างไม่ย่อท้อ...ด้วยเหตุนี้จึงทำให้อาตมาเกิดแรงบันดาลใจที่จะเขียนเรื่องราวของ "วัดอรุณราชวราราม" อันความเกี่ยวข้องกับพระเจ้าตากสินที่มีต่อพระพุทธศาสนามานำเสนอไว้ ณ ที่นี้



วัดอรุณราชวราราม เป็นวัดโบราณสร้างมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เดิมเรียกว่า "วัดมะกอก" ตามชื่อ ตำบลบางมะกอกซึ่งเป็นตำบลที่ตั้งวัด ภายหลังเปลี่ยนเป็น "วัดมะกอกนอก" เพราะมีวัดสร้างขึ้นใหม่ในตำบลเดียวกัน แต่อยู่ลึกเข้าไปในคลองบางกอก ใหญ่ชื่อ "วัดมะกอกใน" ต่อมาใน พ.ศ. ๒๓๑๐ เมื่อสมเด็จ พระเจ้าตากสินมหาราชม พระราชประสงค์จะย้ายราชธานีมาตั้ง ณ กรุงธนบุรีจึงเสด็จกรีฑาทัพล่องลงมาทาง ชลมารคถึงหน้าวัดมะกอกนอกนี้เมื่อเวลารุ่งอรุณพอดี จึงทรงเปลี่ยนชื่อวัดมะกอกนอกเป็น "วัดแจ้ง" เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งนิมิตที่ได้เสด็จมาถึงวัดนี้เมื่อเวลาอรุณรุ่ง

ชื่อ "วัดแจ้ง" นี้ มีเรื่องสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทูลสมเด็จฯ กรมพระยานริศรา นุวัตติวงศ์ไว้ว่า "หม่อมฉันเคยเห็นแผนที่เมืองธนบุรีที่ฝรั่งเศสทำเมื่อรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ ในแผนที่นั้นมีแต่วัดเลียบกับวัดแจ้ง เวลานั้นยังเป็นชานป้อมใหญ่ ซึ่งอยู่ราวโรงเรียนราชินี เพราะฉะนั้นวัดโพธิ์เป็นวัดสร้างเมื่อล่วงรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มาแล้ว


 

เมื่อ...พระเจ้าตากสินมหาราช...โปรดให้ย้ายราชธานีจากกรุงศรีอยุธยามาตั้ง ณ กรุงธนบุรี และได้ทรงสร้างพระราชวังใหม่ มีการขยายเขตพระราชฐาน เป็นเหตุให้วัดแจ้งตั้งอยู่กลาง พระราชวังจึงไม่โปรดให้มีพระสงฆ์จำพรรษา...


วัดอรุณราชวรารามคงมีจารึกใน ...ศาลพระเจ้าตากสินมหาราช...  แสดงให้เห็นถึงปณิธานอันแน่วแน่ของพระเจ้าตากสินมหาราชที่มีต่อพระพุทธศาสนา จารึกไว้ดังนี้ว่า

“อันตัวพ่อ ชื่อว่า พระยาตาก
ทนทุกข์ยาก กู้ชาติพระศาสนา
ถวายแผ่นดิน ให้เป็น พุทธบูชา
แด่พระศาสนา สมณะ พระพุทธโคดม

ให้ยืนยง คงถ้วน ห้าพันปี
สมณพราหมณ์ชี ปฏิบัติ ให้เหมาะสม
เจริญสมถะวิปัสสนา พ่อชื่นชม
ถวายบังคม รอยบาท พระศาสดา

คิดถึงพ่อ พ่ออยู่คู่กับเจ้า
ชาติของเรา คงอยู่ คู่พระศาสนา
พุทธศาสนา อยู่ยง คู่องค์กษัตรา
พระศาสดา ฝากไว้ ให้คู่กัน


...นอกจากนั้นในช่วงเวลาที่กรุงธนบุรีเป็นราชธานี ถือกันว่าวัดแจ้งเป็นวัดคู่บ้าน คู่เมือง เนื่องจากเป็นวัดที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตและพระบาง ซึ่งสมเด็จพระยามหากษัตริย์ศึก (พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช) ได้ไว้ในมณฑป และมีการสมโภชใหญ่ ๗ คืน ๗ วัน(ในปี พ.ศ. ๒๓๒๗ พระแก้วมรกตได้ย้ายมาประดิษฐาน ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมหาราชวัง ส่วนพระบางนั้นสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้โปรดพระราชทานคืนไปนครเวียงจันทร์)

เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มหาราช รัชกาลที่ ๑ เสด็จเถลิงถวัลราชสมบัติ ได้โปรดให้สร้างพระนครใหม่ฝั่งตะวันออก ของแม่น้ำเจ้าพระยา และรื้อกำแพงพระราชวังกรุงธนบุรีออก วัดแจ้งจึงไม่ได้อยู่ในเขตพระราชวังอีกต่อไป พระองค์จึงโปรดให้วัดแจ้งเป็นวัดที่มี พระสงฆ์จำพรรษาอีกครั้งหนึ่ง นอกจากนั้นพระองค์ทรงมอบหมายให้สมเด็จ พระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร (ร. ๒) เป็นผู้ดำเนินการปฏิสังขรณ์วัดแจ้ง แต่สำเร็จเพียงแค่กุฎีสงฆ์ก็สิ้นรัชกาลที่ ๑ ใน พ.ศ. ๒๓๕๒ เสียก่อน

ต่อมาในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ พระองค์ทรงดำเนินการปฏิสังขรณ์ต่อจนเสร็จ ทั้งได้ทรงปั้นหุ่นพระพุทธรูปด้วยฝีพระหัตถ์ และโปรดให้หล่อขึ้นประดิษฐานเป็นพระประธาน ในพระอุโบสถ และโปรดให้มีมหรสพสมโภชฉลองวัดในปี พ.ศ. ๒๓๖๓ แล้วโปรดพระราชทาน พระนามวัดว่า "วัดอรุณราชธาราม"

ถึงรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้บูรณปฏิสังขรณ์เพิ่มเติมอีก แล้วทรงเปลี่ยนชื่อวัดเป็น "วัดอรุณราชวราราม" ดังที่เรียกกันมาจนถึงปัจจุบัน...


 ..................................................

วันจันทร์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2557

...คำพูดที่ปลิดชีพได้...(วาทะแห่งท่านซิงหวินต้าซือ)


...เมื่อครั้งที่อาตมายังเป็นฆราวาสอยู่นั้นได้เคยแปล ...วาทะของพระอาจารย์ซิงหวินต้าซือ เจ้าอาวาสวัดโฝวกวงซัน ประเทศใต้หวัน...ไว้เมื่อปี 2541 ท่านได้พูดถึงความสำคัญของสื่อมวลชนที่มีต่อสถานการณ์บ้านเมืองของประเทศใต้หวันไว้อย่างน่าสนใจ...ซึ่งอาตมามีความเห็นว่า...วาทะขิงท่านเรื่องนี้ยังคงทันสมัยและเป็นประโยชน์ต่อสถานการณ์บ้านเมืองของประเทศไทยในปีจจุบันด้วย...


...ข้อคิดข้อเขียนเป็นเครื่องเตือนใจสำหรับผู้ที่ได้ชื่อว่า "สื่อมวลชน" และ "นักเขียน"...เนื่องด้วยคมดาบหรือคมมีดใด ๆก็ไม่คมเท่าคมปากกาของนักเขียนและสื่อมวลชน...เพราะ...ปลายปากกาของท่านสามารถฆ่าคนและจิตวิญญาณของผู้คนเหล่านั้นได้...ซึ่งการฆ่าเช่นนี้มิได้ฆ่าเพียงแค่ปัจจุบันกาลเท่านั้นหากแต่ยังสามารถฆ่าได้ถึงประวัติศาสตร์ของบุคคลผู้ถูกกล่าวหาเหล่านั้นอีกด้วย...จนยากนักที่จักลบเลือนได้... "สื่อมวลชน" และ "นักเขียน"...จึงเป็นอาชีพที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในสังคม...เพราะทุกอักษรที่จารึกลงบนแผ่นกระดาษนั้น ล้วนเป็นอักษรที่จักกลายเป็นประวัติศาสตร์ทั้งสิ้น


ธัมมวิชชา (กาญจน์มุนี)



...คำพูดที่ปลิดชีพได้...
(วาทะแห่งท่านซิงหวินต้าซือ)


.....คำพูดที่ไม่ไว้หน้า...
ไว้เกียรติ ไว้ศักดิ์ศรี
ประดุจมีดที่ปลิดชีพได้
ทำลายซึ่งอนาคตที่สดใสรุ่งโรจน์
อีกทั้งชีวิตอันงดงามแห่งวัยรุ่น
ไปอย่างไม่เหลือเศษ.....

...อักษรคำพูดสามารถพัดเป็นลม
อันอบอุ่นแห่งฤดูใบไม้ผลิ
แต่ก็สามารถตกเป็นหิมะ
ที่ทวีคูณความหนาวเหน็บในเหมันต์

....การเปิดโปงความลับคนอื่น
การปลุกระดมสร้างความแตกแยก
โดยการป้อนความคิดที่เป็นอริให้กับมวลชน
คำพูดคำหนึ่งสามารถสร้างชาติได้
คำพูดคำหนึ่งก็สามารถ
ทำให้ชื่อเสียงศักดิ์ศรีของคน
เสื่อมเสียและพังทลาย....

.....คนที่ไม่มีศีลธรรมในใจนั้น
ไม่ต่างไปจากซากศพที่เดินได้...
....คน....เสมือนเกาะที่จมอยู่ในทะเลขยะ...
...แห่งกิเลสและความโลภ.....

...อาตมาเคยกล่าวไว้ว่า...
.... “ถ้าหากปลายปากกาของสื่อมวลชนมีศีลธรรม...
ก็สามารถฉุดช่วยไต้หวันได้ในปัจจุบัน
...และถ้าหากปากของผู้คนมีศีลธรรม
ไม่กล่าวคำพูดที่ขัดต่อสามัญสำนึก
ก็สามารถฉุดช่วยตัวเองได้”.....

...คำพูดคำวิจารณ์หรือบทความ
ที่ไม่ตรงกับความจริงขัดต่อศีลธรรม
ไม่เพียงแต่จะทำให้ผู้ตกเป็นเหยื่อ
หรือเป้าหมายโจมตีเสียหาย เสียเปรียบ...
เสียศักดิ์ศรีถูกเหยียบย่ำทำลาย
อีกทั้งยังก่อให้เกิดกระแส
แห่งความมืดมนขึ้นในสังคม
ที่จะทำให้ผู้คนท้อแท้และสูญเสียกำลังใจ
ที่จะเป็นคนดีต่อไปในสังคม....

...การแถลงข้อมูลที่บิดเบือนความจริง.....
ทำให้สังคมที่เดิมผู้คนห่างเหินกันอยู่แล้ว
ยิ่งทวีความแตกแยกยิ่งขึ้น
และทำให้โลกที่เต็มไปด้วยความยากเย็นใบนี้
...ยิ่งหนาวเหน็บขึ้นเป็นทวีคูณ....


ร้อยตะวัน (กาญจน์มุนี  ศรีวิศาลภพ)
ปัจจุบันคือ ส.ธัมมวิชชา แห่งวัตรทรงธรรมกัลยาณี


--------------------------------------------------------

The Rhetorics of Venerable Master Xing Yun of Fo Guang Shan


The words with on respect,
No dignity, no prestige
Are alike sword which could bereave the life
Destroy the glorious opportunity
For the rest of our adolescent time
Untill the dead end of our beautiful life

Words could be a gentle warm wind of springtime
Whereas it could become a viciously blizzard
Emphasize us to the dark shivery wintriness

Sell someone down the river by their secret,
Make agitation for dividing against the people
By giving the thought of opponent and enemy,
Would bring the damage to yourself

One word could build the nation
One word could bring the honour to the end

The man with no morality in the heart
Is not different from the corpse which can walk,
Look alike an island in the rubbish sea of evil wish and avarice

If the pen of mass media is full of morals,
It could elevate the nation.
If the mounth of people is full of morals,
Without the words which contrary to conscious,
It could elevate themselves.

The commentary which is distorted
And against the morality
Not only disparage the victims
By destroying their honour
It causes the darkness to the society
Which make the people downhearted and discouraged
From being the welldoer in the world

Giving the distrorted information
Makes more and more estrangement to the people,
Increases the disharmony in the society,
And make the difficult world full of cold



--------------------------------------------------------

Roytavan has kept hese rhetorics for more than 10 years.
These are rhetorics to remind everyone who is the writer.
There is nothing sharper than penpoint.
Cause it can kill people deeply to history and soul
Harder to fade what you wrote away
Then "The Writer" is instrumental in everything of every society
Every character which was wrote on the paper
would be come a character in history at all



Translator by Roytavan (Kanmunee Srivisarnprob)
...Now I became to Dhammavijjā at Songdhammakalyani Monastery...

dhammavidja@gmail.com